ทุกอย่างเก่ง................ รัฐบาล อมโรค ประเทศโคม่า !!

ทุกอย่างเก่ง................ รัฐบาล อมโรค ประเทศโคม่า !!

https://bangkok-today.com/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%...

ทุกอย่างเก่ง.. เลี้ยงตัวเองเอาสิ

 ทุกอย่างเก่ง.. เลี้ยงตัวเองเอาสิ

“ซิโนแวค-เกรดสูงแค่ห้าสิบ”

“ต่างชาติ” หลายเผ่าพันธุ์ เขาปล่อยวาง ไม่ใช้เป็น “วัคซีนหลัก” หรือเน้นให้ใช้-ในการตีปี๊บ

“ไทยเรา” เหลือรับประทาน ซื้อ “ซีโนแวค” จนเป็นคลังวัคซีนใหญ่ยี่ห้อนี้ ถึง “๑๑ ล้านโด๊ส” แถมจีนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ โด๊ส

ชาติที่ด้อย เดินตามก้นต้อยๆ พัฒนาช้ากว่าเรา.. “กัมพูชา” ของ “ท่านฮุนเซ็น” ประกาศที่ไม่เอาวัคซีน ไม่อยากให้ประชาชนเป็น “หนูทดลองยา”

คนไทยไม่ใช่ “หนู-อนุทิน”..ถูกเขาหมิ่น ยังลอยหน้า-จ๊ะจ๋า

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ประสานงา”

 

หาก “โรงพยาบาล” และ”กระทรวงสาธารณสุข” ลิ้งก์กันอย่างมีประสิทธิภาพ คงไม่-เกิดปัญหา

“สาธิต ปิตุเตชะ” รมว.สาธารณสุข ขึ้นเสียงเขียว ออกอาการเฮิร์ตฟิลลิ่งฮาร์ต ว่าจัดส่ง “วัคซีน ๑.๘ ล้านโด๊ส” ส่งครบตามกำหนด

ทุกโรงพยาบาลต้องฉีด ห้ามเลื่อนกันออกไป ให้ใช้กำหนดเก่า ฉีดวัคซีนในวันที่ ๘ มิถุนายน..จะไปเอ็ดตะโร ขึ้นเสียงซัลโวกับโรงพยาบาลเขาทำไม เพราะ “วัคซีน-ไม่มาตามนัด”..มาก็มาล่าช้า

ผิดอยู่ที่ส่วนกลาง..ทำไมทำตาขวาง -ช่างไร้ค่า

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“รั้วที่ดี คือการไม่มีรั้ว”

ถ้า “ไทย” เป็นมิตรประเทศ กับเพื่อนบ้าน ขอบเขตขัณฑเสมา เป็นดินแดนที่เป็นมิตรกันแล้ว จะ “สร้างรั้ว” ให้เปลืองงบประมาณ-อันเห็นแก่ตัว

“กองทัพ” ยิ่งสร้างรั้วบ้านมากๆ เท่ากับปิดสัมพันธ์อันเกี่ยวข้อง เป็นมิตรประเทศกับเพื่อนบ้าน ทำให้ห่างไกล ขาดไมตรีกันไปวันละนิดละหน่อย

เพิ่มงบประมาณให้กับ “กองทัพ” เหมือนกับ “สร้างรั้ว” ทั้งที่รั้วไม่เป็นประโยชน์ นำภาษีของประชาชน ไปดูแลกองทัพ เมื่อเก่ง หาเงินเลี้ยงตัวเอง เป็นไหมเล่า

กองทัพมีหลายธุรกิจ..น่าคิดอ่านให้เหมือน -คนอื่นเขา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ฟ้องเอาไว้หลายกระทง”

แต่เพราะการ “ตรวจสอบ” ยังไม่เคยเกิดขึ้น แล้วมารวบยอด “รัฐบาลนี้ไม่เคยโกง”

ถ้า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ คิดว่าทุกคนมือสะอาด ปราศจากการฮุบ..ปล่อยหน้าที่การ “ตรวจสอบ” ให้เป็นของ “ประชาชน” อย่าใช้พวกสนิมสร้อย ขุนพลอยพยัก เข้ามาสอบสิ

“องค์กร” ที่ตั้งขึ้นมา ยักคิ้วหลิ่วตา ก็สรุปว่าขาวเป็นยองใยกันเสียแล้ว..ถ้าคิดว่า “มาตรฐานความสะอาด” ไม่มีสิ่งเจือปน ตั้ง “วีระ สมความคิด” มือปราบประชาชน สอบสวนดูไหมล่ะ

สะอาดไม่รับจ๊อบ..ตั้ง “วีระ” ขึ้นมาสอบ ได้ไหม-นะจ๊ะ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ข้าวเก็บไว้เป็น ๑๐ ปี”

จะเน่าจะเสีย กินเวลานาน..เพราะโรงสีมี “คุณภาพ” ในการป้องกันมอด และ ฝุ่น-เป็นอย่างดี

โครงการรับจำนำข้าว ของ “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลังปฏิวัติยึดอำนาจ ผ่านกันไปไม่กี่ปี ก็ลงความเห็นว่าเป็น “ข้าวเน่า” ต้องเอาไปทำเป็น “อาหารสัตว์” ขายในราคาโลละ ๕ บาททันที

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯฯ ต่อท่อล่อคุมอำนาจมา ๗ ปี ยังไม่ถึงเกรดที่ “ข้าว” จะเน่าได้..อีกทั้งข้าวก็ไม่มีสีเหลือง ไม่เป็นฝุ่น “พิสูจน์”แล้วว่าเป็น “ข้าวดี” แต่เพราะจะเอาผิด “ยิ่งลักษณ์” ข้าวเน่าจึงเกิด โดยอัตโนมัติ

ใครที่สร้างเรื่อง “ข้าวเน่า”..กลิ่นเหม็นตามถึงเขา ข้าวเน่า-กำลังไล่กัด

“กะพรุนไฟ”

๖ พฤษภาคม ๒๕๖๔

 

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0

7 ความเห็น

 
ICT

https://www.thairath.co.th/news/politic/2108811

โฟกัสสถานการณ์ “ประยุทธ์” หิ้วงบประมาณฝ่าด่านสภา : รัฐบาลอมโรค ประเทศโคม่า

6 มิ.ย. 2564 05:06 น.

วันเวลาผ่านไปไว เผลอแป๊บเดียวเข้าสู่สัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน

ปฏิทินย่างเข้ากลางปีปลายไตรมาสสองเข้าไตรมาสสาม ตามกำหนดการมาถึงนัดหมายที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ประกาศจุดสตาร์ต “วาระแห่งชาติ”

ดีเดย์ 7 มิถุนายน ลุยฉีดวัคซีนปูพรมทั่วประเทศ

ปักหมุดหมายต้องฉีดวัคซีนให้ครบ 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย 65 ล้านคน ภายในสิ้นปี 2564

ล่าสุดก็มีภาพข่าวให้คนไทยใจชื้น กับช็อตการส่งมอบวัคซีนแอสตราเซเนกาลอตแรกจำนวน 1.8 ล้านโดส ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้กระทรวงสาธารณสุข

ล้อตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันมีวัคซีนฉีดให้คนไทยทั่วประเทศแน่ในวันที่ 7 มิถุนายน เช่นเดียวกับ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ที่สำทับยังไงก็มีวัคซีนฉีดให้คนไทย

“แอสตราเซเนกา” มาตรงเวลา “บิ๊กตู่” ไม่เสียหน้าเสียฟอร์ม

แต่ก็ยังไม่ตรงตามจำนวน เพราะย้อนไปก่อนหน้านายอนุทินระบุชัดเลยว่า ในสัญญาการส่งมอบที่ทำไว้แอสตราเซเนกาจะส่งให้ประเทศไทยเดือนละ 6 ล้านโดส 10 ล้านโดส

เมื่อลอตแรกมาแค่ 1.8 ล้านโดส ยังขาดอีกกว่า 4 ล้านโดส

ประกอบกับข่าวไปโผล่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เผยวัคซีนแอสตราเซเนกาที่ผลิตในประเทศไทยโดนเลื่อนส่งลอตแรก 1.3 ล้านโดส จากเดือนมิถุนายนไปเป็นเดือนกรกฎาคม

ตามรูปการณ์แอสตราเซเนกาน่าจะยังกระท่อน กระแท่น

และนั่นก็บังเอิญสอดรับ จับทางจากที่ “เสี่ยหนู” เปิดเผยเองเลยว่า ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2564 องค์การเภสัชกรรมจะนำเข้าวัคซีนซิโนแวคเพิ่มจำนวน 11 ล้านโดส โดยทยอยส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องเดือนละประมาณ 2.5–3 ล้านโดส

ซึ่งวัคซีนซิโนแวคที่จัดซื้อเข้ามานี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่ให้มีการจัดหาวัคซีนเพิ่มจากวัคซีนหลักคือ แอสตราเซเนกา ให้ครอบคลุมประชาชนไม่น้อยกว่า 100 ล้านโดส

ตรงกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค.ยอมรับเบื้องต้นได้รับรายงานมีวัคซีนทั้งหมดประมาณ 6 ล้านโดส ทั้งแอสตราเซเนกาและซิโนแวค ที่จะฉีดปูพรมให้ประชาชนวันที่ 7 มิถุนายน

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนวัคซีนทั้งหมดได้ เนื่องจากที่ผ่านมามักมีความคลาดเคลื่อน มีข้อขัดข้องเล็กน้อย ทำให้การส่งมอบล่าช้าไปบ้าง แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามสัญญา

“ซิโนแวค” กลายเป็น “ตัวหลัก” แทน “ม้าเต็ง” คือแอสตราเซเนกา

ตามจังหวะ “โชคช่วย” ที่พอดิบพอดี ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้การรับรองวัคซีน โคโรนาแวค (CoronaVac) วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่พัฒนาโดยซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) บริษัทเภสัชภัณฑ์สัญชาติจีน สำหรับการใช้งานในกรณีฉุกเฉินแล้ว

ประกอบกับการไฟเขียวราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์นำเข้าวัคซีน “ตัวเลือก” ยี่ห้อ “ซิโนฟาร์ม” มาผ่องถ่ายให้องค์กรภาครัฐ เอกชน นำไปฉีดให้บุคลากรเป็นกลุ่มๆอีกต่างหาก

แนวโน้มประเทศไทยยังพอมีวัคซีนโควิดทยอยฉีดให้ประชาชน

เพียงแต่ไม่ตรงปกแบบที่รัฐบาลประกาศล็อกยี่ห้อไว้ เพราะ “ม้าเต็ง” ช้ากว่ากำหนดจนรัฐบาลต้องเปลี่ยนแผนไปใช้ยี่ห้อซิโนแวคเป็นหลักแทน

เปลี่ยนแผนกะทันหัน ตามโควตาวัคซีนที่ไม่ได้มีอยู่ในมือ

ซึ่งนั่นก็ล้อไปกับ “สัญญาณดีเลย์” การแจ้งข่าวจากโรงพยาบาลหลักในจังหวัดลำปาง เชียงใหม่ อุบลราชธานี และอีกหลายจังหวัด แจ้งเลื่อนการฉีดวัคซีนเข็มแรกออกไปแบบไม่มีกำหนด

เพราะจำนวนวัคซีนที่ได้รับจัดสรรจากส่วนกลางแค่ไม่กี่พันโดส

ตามสภาพการณ์ “วาระแห่งชาติ” ยังแกว่ง โอกาสที่จะทันตามโปรแกรมที่นายกฯประกาศฉีดวัคซีนให้คนไทยครบ 70 เปอร์เซ็นต์ของ 65 ล้านคน เพื่อให้เกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่”

ดูแล้วมันยังห่างไกลความจริงในทางปฏิบัติอีกเยอะ

ปมวัคซีนยังอึมครึม กำกวม ย้อนแย้งกับเงื่อนไขสถานการณ์โรคระบาดโควิด–19 ล้อมประเทศไทย ยังอยู่ในภาวะตึงเครียด ตามสถิติซีเรียสรายวัน ตัวเลขคนตายไต่ระดับอยู่ที่หลัก 20­–50 ศพ ผู้ติดเชื้อยังพุ่งเกิน 3–4 พันราย คลัสเตอร์ใหม่ลามกระจายในหลายจังหวัด

ไล่ตามสกัดไม่ทัน บุคลากรทางการแพทย์ก็เหนื่อยล้าเต็มที

แต่ที่ไม่เว้นวรรคกันเลยก็คือ “เชื้อไวรัสเน่าการเมือง” ขบวนการโหยหาอำนาจและผลประโยชน์ ที่ยังแฝงอยู่ในมหาวิกฤติโควิด ไม่สนนาทีชีวิตความเป็นความตายประชาชน

ยังมีคนการเมืองประเภทไร้จิตสำนึกใช้วิกฤติเป็นโอกาส

อารมณ์ชิงเหลี่ยมแย่งแต้มกันแบบที่ขาใหญ่ กทม.ประกาศคลายล็อกมาตรการให้เปิดธุรกิจบางประเภทเช่นสปา ฟิตเนส ร้านนวด แต่โดน ศบค.เบรกหัวทิ่ม ล็อกยาวต่อไปอีกอย่างน้อย 14 วัน

เสียงฮึ่มจากผู้นำ เขม่นพวกฉวยโควิดหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ต่อเนื่องกับอาการขยับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดาหน้าขอสัญญาณไฟเขียวจัดซื้อวัคซีน “ตัวเลือก” ไปฉีดให้ประชาชนในพื้นที่เอง แต่ก็ติดสัญญาณไฟแดงจากรัฐบาล อ้างผลทางกฎหมาย และความเหลื่อมล้ำ ที่สำคัญคือ “ตีกัน” เหลี่ยมนักการเมืองท้องถิ่นใช้วัคซีนมัดจำคะแนนนิยมจากชาวบ้าน

กั๊กเกม บล็อกอำนาจผูกขาด อึมครึมกันต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม โดยการใส่เกียร์ห้าเดินหน้าของ “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี ที่ประกาศจองวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 5 แสนโดส พร้อมปักหมุดปทุมธานีเป็นพื้นที่ตัวอย่างนำร่องในการบริหารจัดการวัคซีนตัวเลือกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ศูนย์กลางอำนาจ” เริ่มคุมเกมไม่อยู่

ตามกระแสกดดันภายใต้ภาวะ “อำนาจซ้อนอำนาจ” สภาพรัฐบาลโดย ศบค.เดินแต้มพลาด แทงวัคซีน “ม้าเต็ง” แล้วยังออกลูกมั่วในเชิงบริหารจัดการแบบสะเปะสะปะ ส่อคุมโควิดไม่อยู่

มาตรการเริ่มไร้น้ำหนัก หน่วยปฏิบัติชักออกลีลาแข็งข้อ

แม้แต่ใน ครม.เองยังกำกับเกมกันไม่ได้ ตามฉาก สถานการณ์แบบที่เกิดขึ้นในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลเปิดเกมเตะตัดขา เจาะยาง อารมณ์ค้างจากผู้นำ “รัฐประหารโควิด” เวนคืนอำนาจ

ปล่อย “ลูกกรอก” ออกมาชนกับ “ควายธนู” ซัดกันแรงๆ ต่อหน้าคนดู

และโดยจังหวะสถานการณ์ลากปมวัคซีนโควิดเข้าไป ฟัดกันในสภา วาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ.2565 ต่อเนื่องด้วย พ.ร.ก.เงินกู้โควิด 5 แสนล้านบาท

ตามฉากบู๊ล้างผลาญสลับดราม่า ตบจูบ ซาดิสต์

ไฮไลต์พุ่งไปที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะทีมเกรียนเซราะกราวที่ดาหน้าถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ แบบอัดกันซึ่งๆหน้า โซ้ยกันตรงๆไม่เกรงใจ

ทั้งขาใหญ่อย่างนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รองหัวหน้าพรรค ที่กวักมือชวน “เสี่ยหนู” กลับบ้านเราเถอะหัวหน้า ถ้าอยู่แล้ว “บิ๊กตู่” ไม่รัก หรือขารองระดับนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง ค่ายภูมิใจไทย ที่โวยวายการตัดงบกระทรวงในโควตาพรรคทั้งสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ

คนกันเองใน ครม.รุมถล่ม เพิ่มน้ำหนักกระแทก “บิ๊กตู่” คูณไปอีก 2–3 เท่า

และนั่นก็เขี่ยลูกเข้าเหลี่ยมบาทาฝ่ายค้าน ทีมเด็กรุ่นใหม่พรรคก้าวไกลที่จัดหนักอัดรัฐบาลแบบเข้าตากรรมการ ขณะที่ค่ายเพื่อไทยก็โชว์เคลียร์ข้อครหามวยล้ม โดยจังหวะผสมโรงของอดีต

นายกฯทักษิณ กับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่โฉบตบกกหูอยู่วงนอก

ยั่ว “บิ๊กตู่” จนเสียรังวัด ฉุนพาลด่ากลับผ่านนักข่าวแบบเสียทรงมวย

ศึกวัคซีนโควิดนัวเนียงบประมาณทำให้ผู้นำเสียอาการ ถึงขั้นบ่นพึมพำใน ครม.งอนพรรคร่วมรัฐบาลต่อหน้า รับปากช่วยประคองแต่ลับหลังด่ากันไม่ไว้หน้า ต่อเนื่องมาถึงจังหวะถอนหายใจเฮือกดังๆกลางสภา

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ยังยืนยัน ผิดก็แก้ไข และจะทำต่อไป ไม่มีถอดใจ

และนั่นก็มา “หักมุม” ตอนจบ ผลการโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2565 เห็นด้วย 269 เสียง ไม่เห็นด้วย 201 โดยพรรคภูมิใจไทย เข้าแถวพรึบ
ไม่ขาดแม้แต่เสียงเดียว

อภิปรายดุอย่างราชสีห์ โหวตลงมติเชื่องอย่างหนู

“บิ๊กตู่” หิ้วงบประมาณฯ 2565 ฝ่าด่านสภาแบบสบายๆ

ตบตากองเชียร์ฝ่ายต้านรัฐบาล สับขาหลอกชาวบ้าน ปาห่ลิเกคั่นฉากโควิด ของจริงก็เป็นไปตามฟอร์ม เกรียนเซราะกราว ภูมิใจไทยไม่มีทางถอนยวงจากรัฐบาล ตราบใดที่ยังได้ลุ้นตั๋วรถไฟฟ้าสายสีเขียว คั่วรถไฟฟ้าสายสีส้ม เอี่ยววัคซีนโควิด ยึดบ่อน้ำมันกระทรวงเกรดเอ คมนาคม สาธารณสุข การท่องเที่ยวฯ

ผลประโยชน์เกาะเกี่ยว “ประยุทธ์” โดนโควิดถล่มงอมพระราม แต่เสียงในสภายังแน่นปึ้ก

ลากไปต่อในสภาพกลวงใน รัฐบาลอมโรค ประเทศโคม่า

ณ วันที่ยังมะงุมมะงาหรากับวัคซีนโควิด ยังต้องลุ้นเหนื่อยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันหมู่ประชาชน 70 เปอร์เซ็นต์ของ 65 ล้านคน เพื่อเปิดประเทศ นั่นก็ไม่ต้องพูดถึงโจทย์โคตรหินการฟื้นเศรษฐกิจ

ตามสถานะรัฐบาลกู้จนติดเพดานจีดีพี เหลือเงินก้นถุงถลุงอีกไม่นาน

ถ้าถึงเวลาวัคซีนไม่ทันตามนัด ขาดๆเกินๆกระตุกขวัญคนกลัวตาย เปิดประเทศไม่ได้ เศรษฐกิจติดล็อก ธุรกิจเจ๊งระเนระนาด คนเดือดร้อนปากท้อง รัฐบาลหมดเงินเยียวยา ศรัทธาของผู้นำรัฐบาลไม่เหลือ

เสียงในสภาปึ้กยังไง ก็คงไม่ดังไปกว่าเสียงโห่ไล่ของประชาชน.

“ทีมการเมือง”

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
AlfaOne

ตรรกะ?????
ซื้อบ้านด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน รับจ้าง (ทั้งเอกชนและรัฐ)
ไม่ใช่เอาภาษีประชาชนไปซื้อบ้านอยู่เอง

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

วิกฤติร้อน"หอกข้างแคร่" วิบากกรรมเขย่าเกมอำนาจ

ดัวยปัจจัยทางการเมืองทั้งหมดทั้งมวลจะทำให้เส้นทางอำนาจของ “เรือเหล็กรัฐนาวาบิ๊กตู่”  จะกลายเป็นการลอยลำโครงเครง ท่ามกลางพายุปัญหาที่กำลังโหมกระหน่ำรอบด้าน

อาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน 2564 เวลา 09.00 น.

ผ่านไปแล้ว สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 แม้ท้ายที่สุด “รัฐบาลบิ๊กตู่” สามารถดันกฎหมายดังกล่าวผ่านสภาฯในวาระแรกไปได้ด้วยเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่มีในสภาฯ

แต่ก็มีแววว่าการเดินหน้าบริหารประเทศหลังจากนี้ขอ “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะเป็นไปแบบลุ่มๆดอนๆ จนหลายคนมองว่าเป็นการทำงานใน “เฮือกสุดท้าย” ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

เพราะจากการจัดงบประมาณ แบบ “ผิดโจทย์-ผิดที่ผิดทาง” โดยเน้นความมั่นคงมากกว่าความสำคัญด้านสาธารณสุข ทั้งที่ประเทศกำลังเผชิญกับ “วิกฤติเชื้อนรกไวรัสโควิด-19” อย่างหนักหน่วง แต่การจัดงบประมาณของรัฐบาลกลับสวนทางความน่าจะเป็นในสายตาของคนในสังคม โดยสะท้อนได้ชัดเจนในเวทีอภิปรายงบประมาณที่เพิ่งจบลงไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล ต่างพากันเล่นบท “หอกข้างแคร่” ลุกขึ้นอภิปรายกรีดแผลรัฐบาลกันแบบสดๆ ชำแหละการจัดงบประมาณที่ผิดที่ผิดทางประจานกลางสภาฯให้ชาวบ้านได้หูตาสว่าง

อย่างกรณีการอภิปรายของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่วิจารณ์ว่า สำนักงบประมาณ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ตัดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขลงทุกกรมและทุกส่วน ทั้งที่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้คนที่ดูแลประชาชนก็คือกระทรวงสาธารณสุข บอกว่าจะให้ไปใช้งบกลาง มันเป็นเรื่องที่ลำบาก ซึ่งเป็นการจัดงบฯ ที่ไม่แคร์ประชาชน  ผู้ปฏิบัติงาน อสม. แพทย์ต่างจังหวัด แม้แต่งบฉีดวัคซีน 18 ล้านบาทที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ก็ถูกตัด และทิ้งท้ายด้วยวาทกรรมเผ็ดร้อนที่ว่า “หรือคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รักนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแล้ว จึงได้ตัดงบฯ แบบนี้ ผมอยากบอกว่าหัวหน้าครับ ถ้าเขาไม่รักก็กลับบ้านเราเถอะครับ”

ขณะที่ “หมอตี๋” สาธิต ปิตุเตชยะ รมช.สาธารณสุข ที่ออกมาให้สัมภาษณ์พิเศษเดลินิวส์แบบ “ออกตัวแรง” โยนโจทย์เสนอให้ “บิ๊กตู่” ต้องจริงใจเขียนไทม์ไลน์ให้ชัดเพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาโรคโควิด-19 และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองควบคู่กันไป โดยแสดงความจริงใจไม่สืบทอดอำนาจ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนกำหนดการยุบสภาฯ ในเดือน ธ.ค. ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ดีขึ้นแล้ว

แต่เมื่อปรับโฟกัสไปที่ท่าทีของ “หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล” คนสำคัญ ทั้ง “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็พร้อมใจกันเล่นบทบาทรอมชอม พร้อมกอดคอร่วมรัฐบาลต่อแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง”

ทั้งนี้หากดูจากบริบททางการเมืองที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นได้ว่า เส้นทางทางการเมืองข้างหน้าของ “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะเป็นการเดินในแบบที่มี “หนามตำเท้า” อยู่ตลอดเวลา

เพราะจากมิตรจะกลายเป็นศัตรู และยิ่งเสริมแรงเขย่ากับบรรดาเหลา “กองแช่งรัฐบาลบิ๊กตู่” ทั้งกลุ่มไทยไม่ทน ที่นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. หรือกลุ่มสองพี่น้องอดีตนายกฯ ทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ทักษิณ ชินวัตร หรือ “Tony Woodsome” ที่พร้อมออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดีย ปล่อยหมัดฮุกเสยปลายคาง “บิ๊กตู่” เก็บแต้มคะแนนนิยมจากประชาชนไปได้ทุกเมื่อ

ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับว่าเมื่อประชาชนมีความเชื่อถือในตัวรัฐบาลน้อยลงไปทุกขณะ ดังนั้นใครที่ออกมาพูดหรือแสดงความคิดเห็นในแนวทางที่เป็นเหตุเป็นผลและแตกต่างจากรัฐบาล ประชาชนก็พร้อมจะรับฟังและพร้อมที่จะปักใจเชื่อ

ดัวยปัจจัยทางการเมืองทั้งหมดทั้งมวลจะทำให้เส้นทางอำนาจของ “เรือเหล็กรัฐนาวาบิ๊กตู่”  จะเป็นการลอยลำโครงเครง ท่ามกลางพายุปัญหาที่กำลังโหมกระหน่ำรอบด้าน

และท่ามกลางบริบทของปัจจัยต่างๆข้างต้น ยังมีปัจจัยที่เกิดจาก “เนื้อใน” ของพรรคพลังประชารัฐเอง ที่จับไปตรงไหนก็ล้วนแล้วแต่มีปัญหาการแก่งแย่งอำนาจกันเองภายใน ซึ่งล่าสุดดีเดย์จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรค ในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะต้องจับตาว่าจะมีการโค่น “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ลงจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ และจะทำให้ “กลุ่ม 4 ช.” จะได้ผงาดขึ้นมามีอำนาจภายในพรรคพลังประชารัฐหรือไม่
นอกจากนี้ยังไม่รวมกับพฤติกรรมของรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ที่ล่าสุดวางกล้ามโชว์กร่างจนฉุดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลตามไปด้วย จากกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ออกมายอมรับว่า เกิดปัญหาจากทีมนายตำรวจติดตาม และตำรวจสภาฯ ซึ่งทางตำรวจสภาฯยืนยันว่าไม่ให้นายตำรวจติดตามจำนวน 2 คน เข้าสภาฯ เพราะเข้าได้เพียงคนเดียว โดยเป็นไปตามที่ประธานสภาได้ตกลงกับสมาชิกสภา จึงทำให้นายตำรวจติดตาม และตำรวจสภาฯ มีการโต้เถียงกัน ก่อนจะจบด้วยการยกมือไหว้ขอโทษกัน และที่หนักไปกว่านั้นคือมีปัญหาเรื่องการแอบ “เจาะยาง” เพื่อนพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีการส่งคนไปลงพื้นที่ชิงฐานเสียงทางการเมือง จนกลายเป็นการสร้างรอยร้าวพรรคร่วมรัฐบาลให้ร้าวลึกลงไป จนยากที่จะประสานให้แนบแน่นได้ดังเดิม

สุดท้ายแล้วจากสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะกลายเป็นเกมการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อการทำงานในอนาคตของ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ในการแก้ปัญหาที่รุมเร้า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาวิกฤติโควิด-19 ที่มีโจทย์ร้อนเรื่องการจัดสรรวัคซีนให้กับผู้สูงอายุ และ 7 กลุ่มโรค ในวันที่ 7 มิ.ย. ที่รัฐบาลเคยตีปี๊บจะฉีดแอสต้าเซเนก้าให้ทั้งหมด แต่ถึงสถานการณ์จริงกลับต้องใช้วัคซีนซิโนแวคเข้ามาเสริม โดยที่ไม่มีการทำความเข้าใจกับประชาชนล่วงหน้า และล่าสุดยังมีเกิดความสับสนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกรณี ศบค. ออกมาเบรค กทม. จนหัวทิ่ม เรื่องการผ่อนคลายกิจกรรม 5 ประเภท ชนิดที่ว่า กทม.ประกาศตอนเช้า ศบค. ยกเลิกตอนเย็น  ขณะที่การควบคุมการแพร่ระบาดภาพรวมกลับยังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันอยู่ในเกณฑ์ที่สูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เสียชีวิตยังมีจำนวนมากจนน่ากังวล

และท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 เศรษฐกิจก็ยังตกสะเก็ด โดยล่าสุด “แบงก์ชาติ” ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าหดตัวลงเกือบทุกดัชนี ทั้งการบริโภคภาคเอกชนลดลง -4.3% ในทุกหมวดการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชนปรับลดลง -3.1% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งขึ้น 3.41% มีเพียงมูลค่าการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 1.1% และถึงแม้ล่าสุดรัฐบาลจะคลอด 4 โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง  ทั้งการเพิ่มกำลังบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-กลุ่มต้องการช่วยเหลือพิเศษ โครงการคนละครึ่งเฟส 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่รัฐบาลตั้งเป้าครอบคลุมประชาชนประมาณ 51 ล้านคน และคาดหวังจะช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ

แต่ก็ยังเป็นเพียงโครงการระยะสั้น ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบ “ประเดี๋ยวประด๋าว” เท่านั้น ไม่ใช่การวางแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาวแบบเป็นชิ้นเป็นอันอย่างที่ประชาชนอยากเห็น

ดังนั้นโอกาสนี้ “บิ๊กตู่” ควรจะต้องกลับไปนั่งคิดว่า การที่จะบริหารงานบนความอึมครึมทางการเมือง ท่ามกลางสภาวะที่วิกฤติหนักหนาสาหัส ทั้งสถานการณ์โควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจตกสะเก็ด โดยอาศัยการบริหารงานที่ “ผิดโจทย์” และการจัดสรรงบประมาณที่ “ผิดที่ผิดทาง” ฝ่าสารพัดปัญหา ในขณะที่ความศรัทธาของประชาชนเข้าขั้นวิกฤติเช่นนี้...จะเป็นไปได้จริงหรือ?

ถ้าเปรียบคนไทยทุกคนอยู่บนเรือเหล็ก ในสภาพที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตัว “กัปตันเรือ” และยังต้องเจอกับพายุรอบด้าน สุดท้ายแล้วผู้โดยสารที่อยู่บนเรือยังอยากจะร่วมหัวจมท้ายกับกัปตัน หรือกระโดดหนีจากเรือ

สุดท้าย “รัฐบาลบิ๊กตู่” ควรกลับไปคิดแก้โจทย์ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ทุกอย่างเป็นเอกภาพ ดึงความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมาอีกครั้ง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยกลับมาอยู่ดีมีสุข เพื่อ “คืนความสุข” ให้คนไทยอย่างที่ควรจะเป็น.
 
... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/politics/847985

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
3 ส

อนาถ

เหงา

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
 
ICT